|
ก็ถ้าพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์เป็นปกติธรรมดาอยู่ไซร้
( เพราะ ไปเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์ไม่ใช่เรื่องต้องพิจารณา
ต้องลด ต้องละให้ได้เป็นที่สุด ไม่ใช่เรื่องบาปอะไร) นิครนท์จะพากันร้องโหวกเหวกว่า
เจ้าข้าเอ๋ย พระโคดมเสวยเนื้อสัตว์แล้ว! ให้ก้องเมืองรู้กันไปทั่วอย่างไร
ก็ไม่มีประโยชน์อะไร? ในเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์อยู่แล้ว
จะทั้งรู้ หรือ ไม่รู้ จะทั้งเป็นเนื้อบังสุกุล หรือ ไม่เป็น!
มันก็ไม่แปลกประหลาดอะไรนี่! แต่นี่ เพราะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยเนื้อสัตว์หนะซี!
ถ้าขืนไปเสวยเข้ามันก็แปลก มันก็ผิดประหลาด มันก็เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ถูกเกิดขึ้นแล้ว
มันก็เป็นความเลวความเสื่อม ก็เป็นแง่ที่จะนำมาโจมตีพระพุทธเจ้าได้
แต่ที่แท้นิครนท์พวกนี้กล่าว ตู่ พระพุทธองค์ชัด ของ โดยแอบฉวยโอกาสในคราวใดที่มีแง่มีช่องก็รีบหาว่า
พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์เช่นคราวนี้เป็นต้น
หรือ แม้ ชีวกสูตร
มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ หมอชีวกโกมารภัต นั้น ก็เป็นหมอประจำตัวพระพุทธเจ้าแท้
ของ ก็ย่อมรู้ดีว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ หรือ ไม่? ถ้าพระพุทธองค์เสวยเนื้อสัตว์เป็นปกติธรรมดา
หมอชีวกฯ จะต้องข้องใจแปลกใจ จะต้องไปซักไซ้พระพุทธองค์ทำไมว่า
มีคนกล่าวตู่พระพุทธองค์ว่า เสวยเนื้อสัตว์นั้น จริง หรือ เปล่า?
เพราะ เมื่อการเสวยเนื้อสัตว์มันไม่บาป ไม่ต้องนำมาคำนึงว่า
จะต้องลด ต้องละ ต้องเลิกกินให้ได้เป็นที่สุดแล้ว พระพุทธองค์
ก็เสวยอยู่เป็นธรรมดา เป็นปกติอยู่แล้ว ใครจะนำมาถวายเฉพาะ หรือ
ฆ่ากันขายกันอยู่ในตลาด แล้วก็ไปซื้อมาทำอาหารถวาย มันก็ไม่ต้องไปคำนึงไปกังวล
ไปเสียเวลาพิจารณา โอวาทปาฏิโมกข์ศีล ข้ออุทิศมังสะ ที่ว่า
เนื้อที่ตนรู้เห็น เนื้อที่ตนได้ข่าว เนื้อที่คนรังเกียจนั้น
ไม่ควรบริโภคฯ ก็ไม่เห็นจะต้องมี เพราะ ในเมื่อกินเนื้อสัตว์
มันเป็นธรรมดา มันไม่ชั่วไม่บาปอะไร! (มันเกิดมาให้คนกิน!
ว่า งั้นเลยก็มี) ก็จะต้องมี ศีล มี พต (การบำเพ็ญ) มีคำสอนเป็นชั้นเป็นเชิง
ที่จะต้องสะกัดกลั่นกรอง พิจารณา ประพฤติกระเถิบขึ้น ของ ไปทำไม
ก็ปล่อยให้กิน ของ กันเสียเลย และ เน้น วณิชาสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้เป็น
โอวาทปาฏิโมกข์ศีล ว่า แม้พุทธมามกะเองก็อย่าค้าขายสัตว์เป็นใด
ของ (สัตตวณิชา) อย่าค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสะวณิชา) นั้น ก็ไม่เห็นจะต้องตั้งกฎตั้งข้อกันขึ้นมาให้ปฏิบัติทำไม?
( และ ถ้าผู้ใดปฏิบัติละเว้น เลิก มาได้ดังว่า ก็เป็นผู้สูงขึ้น
เจริญขึ้นจริง ของ เอาด้วย เช่น เลิกค้า เลิกขายเนื้อสัตว์เสียได้
ก็เป็นคนดีขึ้น จิตสูงขึ้น พ้นบาปได้มากขึ้น เป็นต้น)
ก็จงคิดดูให้ลึกซึ้งไตร่ตรองให้สุขุมสำหรับผู้ชอบพูดว่า
สัตว์มันเกิดมาให้เรากินก็กิน ของ เข้าไปเถอะไม่บาป ไม่ใช่เรื่องต้องคิดมากอะไร?
นั่นหนะ! ทำไมพระพุทธเจ้า จึงสอน ให้คิด ให้พิจารณา
ดังนี้อยู่ล่ะ
แต่ เพราะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยเนื้อสัตว์เลยนั่นเอง
คน จึงนำแง่นี้มา ตู่ นำมาใช้เ ป็ น เ รื่ อ ง ทำ ล า ย พระพุทธเจ้าได้
ขอยืนยันจากหลักฐานเท่าที่มีอยู่
เพื่อเป็นการส่งเสริมเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะ ของท่านทั้งหลาย ในอันที่จะนำเอาข้อความ
ของพระบรมศาสดามาประพฤติปฏิบัตืเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งจิตวิญญาณ
ของท่านเอง ก็ขอยกพุทธพจน์บทหนึ่งจากชีวกสูตร สุตตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย
มัชฌิมปัณณาสก์ ข้อ ๖๐ ใจความว่า
ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์โดยทั้งใจให้ตถาคต
หรือ สาวก ของตถาคต ผู้นั้น ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมากด้วยเหตุ
๕ ประการ คือ
ผู้นั้น ย่อมพูดอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมากด้วยเหตุประการที่
๑ (เพียงแต่มีคนกล่าวเช่นว่า นี้ขึ้นเท่านั้น ก็เป็นบาปแล้วก็จงคิดดูดี
ของกันเถิด ............. )
สัตว์นั้น เมื่อถูกเขาผูกคอนำมา
ได้เสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก
ด้วยเหตุประการที่ ๒ (เพียงสัตว์นั้น ถูกเบียดเบียน ได้รับทุกข์โทมนัส
แค่ถูกเขาผูกจับนำมา ก็เป็นบาปกันแล้ว ก็จงคิดดูอีกเถิด)
ผู้นั้น ย่อมพูดอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก
ด้วยเหตุประการที่ ๓ (ถึงขนาดกล่าวบอกฆ่านี้ก็ยิ่งบาปหนัดชัดเจนยิ่งกว่า
)
สัตว์นั้น เมื่อกำลังเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส
ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่
๔ (ขนาดกำลังฆ่าเป็นปัจจุบันอยู่ จึงยิ่งบาปหนักสูงสุดเป็นปรมัตถ์)
ผู้นั้น ย่อมยังตถาคตให้ยินดีด้วยเนื้อ
เป็นการไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่ใช่สิ่งอันควรแก่ภิกษุ หรือ
นักบวช นักปฏิบัติ (อกัปปิยะ) ชื่อว่า ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก
ด้วยเหตุประการที่ ๕ (ประการสุดท้ายนี้ชัดเจนที่สุดว่า เแม้แต่เพียงยังยินดีในเนื้อสัตว์อยู่นั้น
ยังมิใช่สาวก ของตถาคตแม้เป็นที่สุด อย่ากล่าวไปถึงขั้น กินเนื้อสัตว์
อันเป็นกายกรรม เป็นกรรมหยาบ หนักกว่า แค่ ยังยินดีอยู่ในใจ
ซึ่งเป็นแค่มโนกรรมกันเลย และ ดังนั้น แม้ผู้ใดยังมีเจตนานำเนื้อสัตว์ไปให้ตถาคต
หรือ สาวก ของตถาคตอยู่ เป็นการ ยังตถาคต และ สาวก ของตถาคตให้ยินดีด้วยเนื้อ
หรือ ชื่นชอบ หรือ อร่อยด้วยเนื้อ นั่นเอง จึงยังต้องประสบบาป
หรือ ได้บาปอยู่ เพราะ มันเป็นการไม่ถูกต้อง มันไม่เหมาะสม มันไม่ใช่สิ่งอันควรสำหรับภิกษุ)
ดูกรชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์โดยตั้งใจให้ตถาคต
หรือ สาวก ของตถาคต ผู้นั้น ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก
ด้วยเหตุ ๕ ประการดังนี้ ฯ
ทำ และ นำมาปฏิบัติ
ประพฤติตามสติกำลัง อินทรีย์พละ ของท่านเท่าที่จะทำได้ ผลไม่เป็น
ของใครอื่น ผู้ทำนั่นแหละคือผู้ได้ แล้วท่านจะรู้ด้วยตัว ของท่านเอง
เห็นให้ได้ว่า
คำสอน ของพระพุทธเจ้านั้น มีขั้นมีระดับ มีอนุโลมเป็นชั้นเป็นเชิงอยู่
ผู้งาม เบื้องต้น ได้แล้วก็ทำตามคำสอน ละ เลิก ลดให้งามใน
เบื้องกลาง ต่อไป และ ที่สุดทำให้งาม เป็นที่สุด ให้ได้เถิด
เหตุผลอื่น ของ
ที่เคยเขียนเคยคุยพูดไว้ มีอีกมากมุม ถ้ายังอยากพ้นวิจิกิจฉา
เฉพาะในเรื่องนี้ (สำหรับผู้ที่อ่านมาขนาดนี้ก็ยังไม่พ้นวิจิกิจฉาลงได้)
ก็จงหาอ่านเอาจากหนังสือ ของชาวอโศกเล่มอื่น ของ หรือ แม้ผู้อื่นเคยถกเคยเขียน
เคยพูดไว้ ก็แสวงหาเพิ่มพูนปัญญาเอาเทอญ และ ที่สุดแห่งที่สุด
ถ้าผู้ใดพ้นวิจิกิจฉาไม่ได้ หรือ ยังเห็น ควรกิน เนื้อสัตว์อยู่ก็จงกินเถิด
ไม่ได้ห้ามใคร และ ไม่ได้หวงอะไร เราหวังอนุเคราะห์กัน สำหรับผู้หวัง
ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด ผู้เห็น ประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่น
เท่านั้น
สำหรับผู้หน่าย
คลาย เลิก ลด ว่า ง ขาดได้นั้น ของ เองเท่านั้น ที่จะรู้เอง
เข้าใจเองว่า ดีกว่า หรือ ควรกิน-ไม่ควรกิน อยู่เท่าใด
ของ ด้วย ปัญญาอันยิ่ง (อภิปัญญา หรือ อธิปัญญา) เอง.
๒๙ พฤษภาคม ๒๕๑๗
|