|
ญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ
ที่เป็นสันทิฏฐิโก และเป็นเอหิปัสสิโก)
คำว่า ญาณ นั้น คือ ความเข้าใจ
ความรู้ ความปรากฏแจ้งในใจ ของบุคคล ใครรู้อะไรได้ คนนั้น
ก็คือ มี ญาณ ในสิ่งนั้น เรื่องนั้น ซึ่งความรู้ ความเข้าใจ
หรือ ญาณ ดังว่า นี้ มีแง่ มีทาง มีเหลี่ยม ของความปรากฏแจ้งในใจ
ของบุคคลได้เป็นประการต่าง ของ นานาได้มากมาย เหลี่ยมมุมอันล้วนเรียกว่า
ความรู้ ความเข้าใจ หรือ เรียก ญาณ ได้ทั้งนั้น
จึงจะต้องจำกัดความลงไปให้แน่ชัดเสียก่อนว่า
สำหรับ ญาณ ๑๖ นี้นั้น เราหมายเอาจำเพาะลงไปเลย คือ
ความรู้ ความเข้าใจ ในการเป็นอยู่ ของตนเอง ที่ได้รู้ได้แจ้งถึงสิ่งที่ควรหลุดควรพ้น
และ ได้หลุด ได้พ้น เบาว่า ง อย่างแท้จริง ไม่ใช่เที่ยวได้รู้
หรือ เข้าใจในอะไรอื่น ของ ต้องเป็นความรู้ ความเข้าใจในชีวิตแท้
ของ ของตนเองว่า ได้ดำเนินไปสู่จุดสูงสุดขึ้น ดีขึ้น พ้นทุกข์ที่แท้จริงขึ้น
และ เป็นคนดีแท้ ของ จริง ของ ให้แก่สังคมในโลกนี้ด้วย เพราะ
เราได้ละโลภะ ได้ดัดโทสะ ทั้งมีปัญญาแท้ ของ ถูกต้องรู้จริงในสิ่งที่ควรละ
ควรตัดไปตามลำดับ อันยังมีที่ตน หรือ ที่ตนยังติดยังมัวเมาอยู่
เป็นผู้หมดความงมงายหลงตามโลกเขา ได้อย่างถูกแท้ถูกจริง จึงจะเรียกว่า
มีปัญญาแท้ ของ ถูกต้องรู้จริง
จุดเริ่มต้นที่เราจะเริ่ม รู้ หรือ เริ่มมี
ญาณ ก็คือจะเริ่มตั้งต้นรู้ได้กันที่ตนเอง (ฐานแท้) นี่แหละว่า
ตนติดอะไร? (คำว่า ติด นี้ ภาษาบาลีว่า สุราเมรยมัชชะปมาทัฏฐานา)
ตนยึดอะไร? (คำว่า ยึด นี้คือฝังมั่นไม่ยอมวางอยู่ในใจ บาลีว่า
อุปาทาน หรือ อภินิเวสายะ อันหมายความว่า หลงว่า เป็นที่อยู่อันแสนสำราญ
ก็เลยปักหลักยึดมั่นเข้าให้) คนโง่หลงเป็นทาสอะไร? (บาลีว่า
โมหะ) และ ตนมีความรู้อยู่ออกท่วมหัวเต็มหูเต็มหัวนั้น มันมีอะไรบ้างที่ใช้ได้
ดีที่สุด ที่เรียกว่า วิชชา แท้ ของ? อะไรคือ เดรัจฉานวิชชา?
ผู้เริ่มมี ญาณ จะค่อย ของ รู้มากขึ้น
เพิ่มขึ้น สูงขึ้น ก็คือจะเป็นผู้เลิกทิ้ง วางจาก สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นอันแท้จริง
(นี่แหละแปลว่า กิเลส) ได้ขึ้นมาเรื่อย ของ ละเอียดซ้อน หมุนรู้เป็น
ญาณ ๑, ญาณ ๒ ...... ไปถึงญาณ ๑๖ และ เรื่องอื่นสิ่งอื่นก็เริ่มเกิดญาณ
๑. ญาณ ๒ ... ไล่ไปถึงญาณ ๑๖ วนรู้ซับซ้อนป้อนให้แก่ผู้ตั้งใจประพฤติธรรมที่แท้จริง
มีวิริยะอุตสาหะเรื่อย ของ ไป
และ แล้วคนผู้มี ญาณ ๑๖ เป็นที่สุดก็จะเป็นผู้ใช้
ความรู้ (วิชชา) ที่ท่านแจ้งแล้วว่า ดีที่สุด นั้น เกื้อกูลตนเกื้อกูลโลกต่อไป
จนกว่า จะดับขันธ์สิ้นลมปราณ
ญาณ ๑๖ ที่จะกล่าวถึงนี้จะ รู้ อย่างนี้
ไม่ใช่ไปรู้เดรัจฉานวิชชา (วิชาที่ไม่พาตน และ ผู้อื่นละคลาย
กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน) ไม่ใช่ไปรู้สิ่งที่ตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อง
หรือ เรื่องที่ไกลตนจนเกินความแท้จริง พูดให้ชัด ของ ก็คือ ไม่ใช่ไป
รู้ สิ่งที่ไกลเกินเหตุเกินปัจจัยแท้ที่ตนเกี่ยวข้องอยู่ในชีวิตจริง
ของ อันนี้สำคัญมาก เพราะ คนชอบไป รู้ สิ่งที่เฟ้อ หรือ
สิ่งที่ตนยังไม่มี ยังไม่อยู่ในฐานะที่จะต้องเอามาเป็นภาระ แต่ไปคว้าเอามาเป็นภาระ
เอามาติดยึดจริงจัง โดยเรียกว่า ความรู้รอบตัวก็ตาม ความรู้อันก้าวหน้าก็ตาม
หรือ รู้ให้มาก ของ จะได้ชื่อว่า เก่งกว่า คนอื่น เป็นผู้ทันโลกก็ตาม
หรือ แม้จะไปท่องเอา พระไตรปิฎก มาให้ได้ทั้งหมดทั้งสิ้น พร้อมทั้งท่องเอา
ญาณ ๑๖ มาด้วยอย่างช่ำ ของคล่องปิ๊ดก็ตาม
ความรู้ที่กล่าวมานั้น ก็เรียกว่า ความรู้
หรือ ญาณ เหมือนกัน เป็น พหูสูต แต่ไม่ใช่ พาหุสัจจะ คือรู้มาก
รู้กว้าง รู้เยอะ อะไร ของ ก็เที่ยวได้รู้ไปหมด แต่ไม่มีเนื้อไม่มีแก่นจริง
ของ ในตน แต่ไม่ได้ช่วยตนให้พ้นทุกข์พ้นภัย หรือ พ้นกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน
ได้เลย อย่างนี้มี ญาณ เหมือนกัน แต่ไม่อยู่ใน ญาณ ๑๖ (แม้จะท่องเอา
เรียนปริยัติเอา ญาณ ๑๖ มาได้จนสามารถนำมาบอกแก่ใครอื่นได้อย่างละเอียดก็ตาม)
เพราะ เป็น ความรู้ ที่ออกนอก กรรมฐาน อันผู้จะเกิดญาณ
๑๖ได้ จะต้องเข้าใจ ฐาน ที่แท้จริงให้ได้ ถ้าใครไปใฝ่
รู้ มุ่ง รู้ หรือ ไปหลง ความรู้ ที่ไกลเกินฐาน ไกลเกินสิ่งที่ตนสัมพันธ์อยู่
ติดยึดอยู่จริง คนนั้น กำลังมี ปมาทัฏฐาน คือ มัวเมาหลงผิดฐานะที่แท้
ของตนอย่างดื้อด้าน จะไม่ได้ รู้จริง เป็นอันขาด จะไม่เกิด
ญาณ ๑๖ ในตน
ฐาน ที่จะต้องประพฤติให้แจ้ง กระทำกับตนให้
รู้จริง (ที่เรียกว่า กรรมฐาน) นั้น ก็คือ กาย เราสัมพันธ์อยู่กับสิ่งใด
เรื่องใดกันในทุกวันนี้? ความรู้สึกรับรสรับชาติ (เวทนา) ของเรามันเกิดแล้วเกิดเล่า
เกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งใด เรื่องใดกันในทุกวันนี้ จิต เราคิดนอก-ปรุงใน
อยู่กับสิ่งใดเรื่องใดกันนักหนาในทุกขณะนี้?
ต้องจับ รู้ ให้ถูก กาย ถูก เวทนา
ถูก จิต ของเราจริง ของ ให้ได้ แล้วแยกแยะวิจัยวิจารให้ออกว่า
ที่เราไปสัมพันธ์ด้วยทั้งหลายนั้น มันจำเป็นกับ ชีวิตแท้
ของ ที่ตั้งอยู่นี้แค่ไหน? จะตัดทิ้ง เลิกเสียจะดีไหม?
แล้วหัดลด หัดเลิก หัดน้อยลง ของ (อัปปิจฉะ) ให้ได้เรื่อย ของ
เรียนรู้คำว่า ชีวิต ให้ซาบซึ้ง
ชีวิต ของคนมันมี ภาระ เกรอะกรังต้องแบกต้องหาม
สิ่งที่เกินกว่า คำว่า ชีวิต ไว้มากเหลือเกินจริง ของ
ชีวิต จริง ของ ใช้ปัจจัย ๔ อันมีอาหาร
เครื่องนุ่งห่ม มีที่ให้มันวางกาย พักผ่อนหลับนอนบ้าง ถ้าเป็นโรคก็มียารักษาบ้าง
มีเท่านี้ให้มัน คำว่า ชีวิต ก็ตั้งอยู่ได้จริง ของ นอกกว่า
นั้น ก็เป็นสิ่งที่เริ่มฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็นอันแท้จริง
ออกไปตาม ฐานะ ของบุคคลนั้น ของ ทั้งสิ้น
ถ้า ฐานะ อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลายก็จะมี
บริขาร หรือ เครื่องสังขาร หรือ จะเรียกว่า เครื่องประกอบปรุงแต่ง
ของชีวิตเพิ่มจากปัจจัย ๔ ขึ้นมาอีกนิดหน่อย เช่น มีบาตร มีมีดโกน
ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็น สิ่งที่จำเป็นแท้จริง ที่จะก่อประโยชน์ตน
ประโยชน์ท่าน และ จะมีน้อยที่สุดเท่าที่จะมีได้ สม ฐานะ
ที่แท้ ของผู้บรรลุนั้น ของ จะจำเป็นอย่างแท้จริง ด้วยปัญญา
หรือ ด้วยญาณ ของผู้บรรลุนั้น ของ เอง ผู้บรรลุคือผู้ที่จะมีน้อยลง
ของ ไปหาสภาพมีน้อยที่สุดจนถึงขั้น ไม่มี ส่วนผู้ไม่บรรลุนั้น
จะมีมากขึ้น ของ ใหญ่ขึ้น ของ จนมีไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ใดทำตนให้มี บริขาร หรือ เครื่องสังขาร
น้อยที่สุดได้เท่าใด ก็จะเบา จะว่า ง จะสะดวกสบายยิ่งเท่านั้น
ของ เพราะ ไม่ต้องเกรอะกรังไปด้วยภาระ ไม่ต้องแบกต้องหาม ไม่ต้องห่วงต้องโหยหาสิ่งใดอันใดมากเท่าใด
ผู้นั้น ก็เป็นผู้พ้นทุกข์มากเท่านั้น และ จะเป็นผู้ที่มี ชีวิตอยู่
เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนสัตว์โลกได้มากยิ่งกว่า ผู้ที่ยังมีภาระมาก
มีเรื่องจะต้องแบกต้องหาม ต้องห่วงต้องโหยหามาก อย่างแท้จริงด้วย
ทั้งพาไปสู่จุด ดีที่สุด ถูกต้องตรงทางมากกว่า ด้วย
ขอให้เรียนรู้ ชีวิต โดย เริ่มตรวจที่ตนเอง
เข้าเถิด เมื่อเริ่มเกิด ญาณ ที่แท้จริงขึ้นมา ตั้งแต่ญาณ
๑ คือรู้ว่า กาย เรา จิต เรา มันไปเกรอะกรัง หอบหิ้ว โหยหาอยู่กับอะไร?
เกิดญาณ ๒ คือรู้ว่า เราไปมัวหลงยึดหลงแบก หลงหาม หลงห่วง หลงโหยหาสิ่งนั้น
สิ่งนี้ว่า เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่ต้องได้ ต้อง มีต้องเอา ต้องหวงแหน
ต้องสะสม (ปริคคหะ) อยู่นั้น มันถูกแล้ว หรือ ? มันดีจริง หรือ
? ขอให้วิจารณ์วิจัยให้หนัก แล้วลองหัดลดลงบ้าง ท่านจะได้มี
ฐานะ ที่เล็กลง ของ จนเหลือเบาบาง เข่น พระพุทธเจ้า และ พระอรหันต์ทั้งหลายได้แล้ว
ท่านจะได้ชื่อว่า เป็นผู้พ้นทุกข์เป็นที่สุด ทั้งจะเป็นผู้ที่
ช่วยเหลือโลก สงเคราะห์โลกได้อย่างดีที่สุดด้วย โลกต้องการผู้มี
ญาณ ๑๖ เหลือเกิน แต่ไม่ใช่ต้องการเพียงผู้ท่องภาษา
ของ ญาณ ๑๖ ได้เท่านั้น เป็นอันขาด เพราะ ผู้ท่องได้แต่ภาษาบาลีก็คือผู้ยังมี
ภาษา ที่จำได้ ท่องได้นั่นแหละเป็น ภาระ อยู่นั่นเอง
แถมทำให้หลงตนว่า ตนรู้ แล้วขี้มักจะเอาภาษาออกมาอวดอธิบายผสมภูมิรู้
ตามความเข้าใจ ของตนเข้าไปทำให้ ญาณ ๑๖ เลอะแปดเปื้อนไปด้วย
ภูมิ อันยังไม่ใช่ ญาณ ๑๖ แท้จริง ถูกเนื้อถูกตัว ญาณ ๑๖
จึงหย่อนลงมาเป็น ยาน ๑๖ เพราะ รู้แต่ภาษานั้น จะพาประพฤติหย่อนยานโตงเตง
ไม่รู้กิเลส ไม่รู้ตัณหา ไม่แจ้งในอุปาทาน และ ไม่พากันเคร่งครัดตัดกิเลส
ตัดสิ่งที่ติด ที่หลงเสพย์กันเสียเลย แต่ไปเคร่งอยู่เพียงภาษาหลงนักว่า
สูง ว่า ถูก ว่า ดีแล้ว แล้วอำนาจแห่งกิเลส-ตัณหา ของ ผู้มี
ยาน ๑๖ นั้น ก็จะคิดค้นภาษามาอธิบายต่อ และ ต่อออกไปเรื่อย
ของ ทว่า ไม่เข้าเป้า ไม่วกเข้ามาตัดกิเลสตัณหา แต่จะกลายเป็น
จินตามยปัญญา อยู่เพียง ภาพพจน์ หรือ คือ อัตตวาทุปปาทาน
เท่านั้น อันจะบรรลุจริงไม่ได้เลย
ญาณ ๑๖ นั้น จะสอบรู้ได้ด้วยตนเองจริง
ของ อย่าไปหลงให้ใคร ของ เขาหลอกให้คะแนนแก่เราอยู่เลย เพราะ
ญาณ นั้น คือ ตัวรู้ มันเกิด รู้ ที่ผู้รู้เองเป็นปัจจัตตัง
ไม่ใช่ผู้เกิด ปัจจัตตัง จะต้องไปให้คนอื่นเขา รู้ ให้เรา
หรือ รู้ แทนเรา ถ้าเรายังไม่ รู้ ในตัวเราเอง แล้วไปหลงเพ้อกับคำบอก
ของคนอื่นอยู่ว่า เราได้ญาณนั้น ญาณนี้ ทั้ง ของ ที่แสนจะไม่เข้าใจว่า
แค่รูป-นามที่ตนคิด ตนยึดอยู่นั้น คืออะไร? ก็เป็น ความหลง
(โมหะ) ที่ซ้อน อวิชชา หนักทวีในคนผู้ถูกหลอกนั้น
เข้าไปอีก ญาณ ๑๖ คือภูมิ คือปัญญาแท้ คือวิมุติจริงที่เจ้าตัวเกิดเอง
มีเอง เป็น เวทิตตัพโพ (บัณฑิต) เป็น วิญญูบุคคล เองแท้
ของ
ดังนั้น จงตั้งใจเป็นกลางดี ของ
แล้วค่อย ของ อ่านดู ญาณทั้ง ๑๖ ข้อ ดี ของ จะได้อธิบายตั้งแต่ญาณ
๑ ต่อไป ณ บัดนี้
๑. นามรูปปริจเฉทญาณ คือ มีความรู้แจ้งจริงชัดในรูป
และ นาม โดยแบ่งออกแยกได้ว่า อย่างนั้น คือ รูป อย่างนี้คือ
นาม ผู้ใดมีปัญญารู้ ผู้ใดแยกได้ ผู้ใดเข้าใจ รูป เข้าใจ
นาม ชัด ถูกตรง ผู้นั้น ก็มี นามรูปปริจเฉทญาณ ตามสิ่งที่ตนแยกได้
ตามสภาวะธรรมที่ตนสามารถเข้าใจได้ รู้ได้แค่ชั้นหยาบ ของ ง่าย
ของ ก็เป็น นามรูปปริจเฉทญาณ ชั้นหยาบ ชั้นง่าย ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้นสูงขึ้นไป
ก็เป็น ญาณ ชั้นสูงขึ้น ของ ของ
รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ หรือ สภาวะที่นามเข้าไปรู้สิ่งนั้น
นาม คือ ตัวผู้รู้ หรือ สภาวะรู้ที่เข้าไปสัมผัสกับรูปนั้น
ของ เช่น ; วัตถุต่าง ของ เป็นรูป, คนผู้เข้าไปสัมผัสรู้วัตถุต่าง
ของ นั้น ได้ เป็น นาม นี่เป็นขั้นต้น ขั้นหยาบ ของ ง่าย ของ
|