[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/1
9/15

 

ตัวอย่าง

เหล้า เฮโรอีน ยาฝิ่น บุหรี่ ยานัตถ์ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของคนติดสิ่งเหล่านี้ เป็น นาม

การพนัน ไพ่ ไฮโล ล็อตเตอรี่ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของคนติดสิ่งเหล่านั้น เป็น นาม

หนัง ละคร ดนตรี เพลง โบลิ่ง กอล์ฟ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของคนติดผูกพัน หรือ เสพย์สิ่งเหล่านั้น เป็น นาม

ฯลฯ ......... อบายมุขอื่น ของ ก็นัยเดียวกัน

ขั้นต่อมา ..............

เสื้อสวย อาหารอร่อย คำพูดที่ถูกใจ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของคนที่ไปติดไปหลงในสิ่งเหล่านั้น เป็น นาม

ขั้นต่อมาอีก ...........

ลาภต่าง ของ ที่เป็นเงิน ทอง ข้าว ของใด ของ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของคนที่ติดที่หลงโลภในลาภนั้น อยู่ เป็น นาม

ยศ ชั้น ฐานะ และ สรรเสริญเยินยอต่าง ของ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของผู้ที่ติดหลงโลภในยศ-สรรเสริญ นั้น ของ อยู่ เป็น นาม

กามคุณ ๕ ..............

ไม่ว่า รูป หรือ ภาพ หรือ สี ความงาม ความสวยใด ของ ฯลฯ เป็น รูป

จิต ของผู้ที่ติดหลงโลภในรูป-ภาพ-สี-ความงาม ฯลฯ เป็น นาม

เสียงต่าง ของ คำด่า คำ เพราะ เสียงหยาบหนวกหู เสียงไพเราะฯลฯ เป็น รูป

จิต ของผู้ที่ติดหลง โลภหลง โกรธ หรือ ยึดถือในเสียงต่าง ของ เป็น นาม

กลิ่น-รส-สัมผัส ที่สัมผัสทางทวารต่าง ของ ฯลฯ เป็น รูป

จิตที่ไปรู้ ไปติด ไปหลงใหล หรือ ยึดถือในกลิ่น-รส-สัมผัสนั้น เป็น นาม

ขั้นละเอียดต่อมา ...........

แม้แต่ จิตที่ปั้นรูปต่าง ของ ดังกล่าวมาแล้วในมโนภาพ (สร้าง“นิมิต”) เป็น รูป

ความรู้สึกรับรู้ รับรสจากมโนภาพนั้น อีกที เป็น นาม

หรือ ละเอียดต่อไปอีก .............

ขนาดความไหวรู้ในจิต หรือ การกระทบรู้ในจิต ที่ไม่ต้องหยาบถึงขั้นเป็นมโนภาพ หรือ เป็นรูปจิตชัด ของ ก็ตาม เป็นเพียง “อรูป” ดังนี้ก็เรียกว่า รูป

จิตที่มันเข้าไปรับรู้ “อรูป” นั้น หรือ รับสัมพันธ์กับ “อรูป” นั้น จนมันสามารถส่งผลให้เกิดเป็นเจตนา แล้วก็ล่วงพ้นออกมาเป็นวจีกรรม เป็นกายกรรมได้ หรือ แม้จะยังไม่ก่อเป็นวจีกรรม กายกรรม มีเพียงมโนกรรมก็ตาม ดังนี้เรียกว่า นาม

สุดท้ายละเอียดขนาด ..............

จิตสงบ จิตว่า ง จิตเฉย ฯลฯ เป็น รูป (อัตตา หรือ อาตมัน)

จิตที่เข้าไปเสพย์ความสงบ เข้าไปยึดความว่า ง เป็น นาม (โลกียสุข)

ต้องรู้จักโลก หรือ สังขารทั้งหลายว่า มีนาม และ รูป ร่วมทำงานกันอยู่เสมอ ดังนี้

๒. ปัจจยะปริคคหะญาณ คือ มีความรู้แจ้งชัดจริงในเหตุในปัจจัย ที่ทำให้ตนวางไม่ลง หยุดไม่ได้ คลายไม่ออก ยังยึดไว้ ยังติดอยู่ ยังหวงแหนสิ่งนั้น ไว้อยู่ ยังไม่ยอมเลิก ยังไม่ยอมตัดขาด หรือ ยังไม่ยอมให้หลุดพ้นไปจากตนนั่นเอง จึงมีสังขาร มีสังสัคคะ มีสังวาส มีโลกทั้งหลายอยู่

ตัวอย่าง เช่น คนติดบุหรี่

บุหรี่ เป็น เหตุ จิต ของคนติด เป็น ปัจจัย

เมื่อไม่ยอมพรากจากกัน ไม่หาโอกาสทำให้มันพรากกัน “นาม-รูป” คือ บุหรี่ กับ คนสูบบุหรี่ มันก็จะยังเกิดเป็นตัว เป็นตนอยู่ “นาม-รูป” นั้น คือ “การสูบบุหรี่ พร้อมกับเสพย์รสเสพย์ชาตินั้น ” หรือ “คนติดบุหรี่”

“จิต” ชั้นละเอียดที่เป็น “นาม-รูป” ซ้อนอยู่ในคนผู้สูบบุหรี่ พร้อมกับเสพย์รสเสพย์ชาติ (เป็นสุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนา) หรือ คนติดบุหรี่ ก็ยังมี “อุปาทาน” จึงยังมี “ตัณหา” อยู่

จึงต้อง “หวงแหน” บุหรี่อยู่ (ปริคหะ แปลว่า หวงแหน ยึดถือ) จึงยังยึดยังติดบุหรี่อยู่ ถ้าไม่ลองตัด “เหตุ” แล้วเรียน “จิต” ที่เป็นตัวโง่ ตัวหลง ตัวโหยหา ตัวยึด ตัวติด อันเป็น “ปัจจัย” สำคัญดูก็จะไม่ได้สัมผัส สภาวะแท้ (สภาวธรรม) และ จะไม่รู้ “ปัจจัยปริคคหะ” ตัวจริง ก็ย่อมดับมัน ฆ่ามันไม่ถูกตัว จึงยังมีโลก มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป (สังขาร) มีการร่วมรสร่วมชาติ (สังวาส) มีการหลงผิดว่า เป็นสุข เป็นสวรรค์อันจะเสพย์ (สังสัคคะ) อยู่ไม่สิ้นสุด

สิ่งอื่น เรื่องอื่นที่ใครยังหวงแหน ยังเสพย์ ยังติด ยังยึดถืออยู่ นัยเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเข้าใจตัวอย่างเรื่อง “บุหรี่” ได้ถ่องแท้ก็จะเข้าใจอย่างอื่นสิ่งอื่นได้ด้วย

๓. สัมมะสนะญาณ คือ มีความรู้แจ้ง ชัดเจน ในนาม ในรูป ในเหตุ ในปัจจัย และ รู้ลึกเข้าไปอีกว่า ที่มันยังมีบทบาทเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตัวเป็นตน เป็นการหมุนเวียนอยู่ มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่-ดับไป เป็น “สังวาส” นั้น ของ อยู่ คือยังมีการร่วมรสร่วมชาติกันอยู่ เช่น คนกับบุหรี่ ยังเสพย์กัน ยังอร่อยกันอยู่ ก็เรียกว่า ยังเป็นไตรลักษณ์ ยังไม่หยุด ยังไม่ขาดสติ ยังเป็นตัวตน ยังมีหมุนเวียน (โลก)

มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เป็น “สังขาร” นั้น ของ อยู่ คือ ยังปรุง ยังแต่งกันอยู่ คนกับบุหรี่ ยังมีบทบาท มีอากัปกิริยา มีกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขารอยู่ ยังไม่ขาดจากกันได้ (ยังมี “สันตติ”) แม้บุหรี่กับคนผู้ติด ก็ยังพรากจากกันไม่ได้

มีการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เป็น “สังสัคคะ” คือ ยังมีการคลุกคลีเกี่ยวข้องไม่ขาดได้ ยังมีความสุขความทุกข์ ยังหลงเป็นสวรรค์เป็นนรกอยู่ไม่หยุดหย่อน เมื่ออยากสูบก็ทุกข์ พอได้มาสูบก็สุข ก็ทุกข์ ของ สุข ของ อยู่อย่างนั้น วนอยู่ เวียนอยู่ (ยังเป็น “โลก”) เป็นสภาพต้องทำให้มันมี มันเกิดอยู่ เพราะ ตนหยุดมันไม่ลง ปลงมันไม่ขาด จึงยังมี “สังขาร” คือ มีความไม่จบ ไม่หยุด ไม่เลิก วนอยู่กับสุขกับทุกข์นี้ เพราะ จิตตนยังมี “สังโยชน์” ในนาม-รูป นั้น คือจิต ของผู้นั้น ยังถูกผูกมัด ยังถูกสนตะพายอยู่ ยังโง่ ยังไม่เข้าใจ จึงติดหลงอยู่

ผู้ใดเห็นว่า ที่ตนยังติด ยังยึด ยังเป็นภาระอยู่กับสิ่งนี้ เรื่องนี้ ให้บทบาทเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป (ไตรลักษณ์) ของละครชีวิต เรื่องนี้ยังคงดำเนินอยู่ เพราะ ตนไม่รู้ว่า มันมี รูปกับนาม ๒ ตัวนี่เองที่มาร่วม “สังวาส” กันอยู่ “สังขาร” กันอยู่ “สังสัคคะ” กันอยู่ เพราะ มัน “สังโยชน์” กับคนผู้นั้น จึงยังเป็น “สังสารวัฏฏ์” อยู่ ไม่เลิกสังสารวัฏฏ์ลงได้

ผู้เริ่ม “รู้” บทบาทแห่งการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ของสังสารวัฏฏ์ใด ของ ก็คือผู้มี “สัมมสนะญาณ” รู้การเกี่ยวข้อง ของรูปกับนาม เช่น คนติดบุหรี่ ก็รู้ชัดว่า บุหรี่เป็นรูป จิต ของตนที่เข้าไปยึดเป็นนาม และ ยังมีการสูบบุหรี่อยู่ ก็ เพราะ ตนแยกบุหรี่ออกไปจากตนไม่ได้ ตน แยกจิต ที่ติดบุหรี่ออกยังไม่ชัด ตน จึงยังมี “ปริคคหะ” คือยังติด ยังยึด ยังหวงแหน ยังมีไว้ ยังถือเอาอยู่

เพราะ ว่า ดับความคิด (อุปทานจิต) ฆ่าความอยาก (ตัณหา) ที่จิต ของตนยังไม่ได้ จึงยังมี “ไตรลักษณ์” หรือ บทบาท ของตน ยังต้องสูบบุหรี่อยู่ จึงวิมุติหลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์แค่โลกแห่งการวนเวียนในสภาพแค่ ตนต้องติดอยู่กับบุหรี่ ไม่ได้อ่าน “นาม” คือจิต ของตนไม่ออก จึงเรียกว่า ไม่รู้นาม ไม่รู้รูป โดยเฉพาะก็คือไม่รู้ “นาม” ตัวร้าย ของตนนั่นเอง

ผู้ยังติดยังยึดอะไรอยู่ ตั้งแต่หยาบ ของ ขั้น “อบายมุข” ทั้งปวงก็ดี ขั้นโลกามิส ๘ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข-เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทา-ทุกข์ หยาบ ของ ใด ของ ก็ดี ขั้นกามคุณ ๕ หรือ ขั้นละเอียดไปจนขั้นอัตตาที่เกี่ยวกับจิต ที่เรียกว่า อุปกิเลสต่าง ของ ก็ดี มันก็ เพราะ ยังไม่เกิดญาณ ยังไม่รู้แท้ ยังเข้าใจไม่ได้จริง ของ และ มันก็ เพราะ “ไม่รู้” (อวิชชา) โดยนัยเดียวกัน มีระบบดั่งติดบุหรี่นั่นแหละ แต่มันละเอียดสุขุมขึ้น ของ ไปเรื่อย ของ ตามลำดับ แม้จะติด “อัตตา” อันคือจิตสงบ จิตสุข จิตว่า งขั้นละเอียด ของตน ก็ เพราะ มันแยกรูปแยกนาม คือแยกจิตสงบ (รูป) ไม่ออก แยกจิตตัวที่เข้าไปเสพย์ ไปติด ของตน (นาม) ไม่ออกนั่นเอง จึงจับให้มันพรากกัน แยกจากกัน หลุดพ้นออกจากกันไม่ให้มันสังขารกัน ไม่ให้สังวาสกันไม่ได้ จึงยังมีละครชีวิตเรื่องนั้น หรือ โลกนั้น ของ “เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” อยู่ในตนอยู่ ไม่ดับสิ้นลงได้

 

9/15
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/1
   Asoke Network Thailand